
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมว่า สองประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอาจไม่ได้รับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกที่จะเปิดฉากขึ้นในเดือนหน้า หลังการเจรจาเรื่องลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในอินเดียหยุดชะงักลง ขณะที่ฝั่งจีนก็ยังไม่มีการประกาศบรรลุข้อตกลงใดๆ ออกมา
แหล่งข่าวสองรายเปิดเผยกับรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ในประเทศอินเดีย กลุ่มบริษัทร่วมทุนระหว่าง รีไลแอนซ์ (Reliance) และ ดิสนีย์ (Disney) ได้ยื่นเสนอซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ด้วยมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ตัวเลขดังกล่าวยังห่างไกลจากราคาที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ตั้งไว้มาก ทำให้ทางฟีฟ่าปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ขณะที่แหล่งข่าวรายที่สามซึ่งทราบเรื่องนี้โดยตรงระบุว่า โซนี่ (Sony) ก็ได้ร่วมเจรจาด้วยเช่นกัน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ยื่นประมูลลิขสิทธิ์ในภูมิภาคอินเดีย
ทางฝั่งจีนก็ยังไม่มีการประกาศข้อตกลงเช่นกัน โดยข้อมูลจากฟีฟ่าระบุว่าในช่วงฟุตบอลโลกปี 2022 ผู้ชมจากจีนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 49.8% ของระยะเวลาการรับชมทั้งหมดบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและโซเชียลมีเดียทั่วโลก
ทั้งนี้ ฟีฟ่าไม่ได้ตอบกลับคำขอความคิดเห็นจากรอยเตอร์ เช่นเดียวกับบริษัทร่วมทุน รีไลแอนซ์-ดิสนีย์ ซึ่งนำโดยมหาเศรษฐี มูเกช อัมบานี (Mukesh Ambani) และ โซนี่ ที่ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้
การที่ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องลิขสิทธิ์กับทั้งอินเดียและจีนในช่วงเวลานี้ถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมาก ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านๆ มา รวมถึงปี 2018 และ 2022 สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนมักจะคว้าลิขสิทธิ์ล่วงหน้าเป็นเวลานาน และเริ่มออกอากาศเนื้อหาโปรโมตรวมถึงโฆษณาของผู้สนับสนุนหลายสัปดาห์ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ซึ่งทาง CCTV เองก็ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ ในขณะนี้
หากพิจารณาจากสถิติในฟุตบอลโลกปี 2022 อัตราการเข้าถึงการรับชมผ่านโทรทัศน์ภาคปกติทั่วโลก (Global linear TV reach) จีนมีสัดส่วนอยู่ที่ 17.7% และอินเดีย 2.9% โดยทั้งสองประเทศมีสัดส่วนรวมกันถึง 22.6% ของการเข้าถึงสตรีมมิ่งผ่านช่องทางดิจิทัลทั่วโลกในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว
แหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนามเนื่องจากเป็นการเจรจาเป็นการภายใน เผยว่า ในตอนแรกฟีฟ่าตั้งราคาลิขสิทธิ์สำหรับอินเดียในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกทั้งปี 2026 และ 2030 รวมกันสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ย้อนกลับไปในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 แผนกสื่อของรีไลแอนซ์ซึ่งในเวลานั้นยังบริหารงานแยกกัน ได้คว้าลิขสิทธิ์ในอินเดียไปด้วยมูลค่าประมาณ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีการประกาศข้อตกลงล่วงหน้าประมาณ 14 เดือนก่อนที่การแข่งขันที่กาตาร์จะเริ่มขึ้น ซึ่งทัวร์นาเมนต์นั้นสามารถดึงดูดผู้ชมทางดิจิทัลได้กว่า 110 ล้านคนบนแพลตฟอร์ม
ต่อมา รีไลแอนซ์ และ ดิสนีย์ ได้ควบรวมกิจการกันจนกลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมสื่อและสตรีมมิ่งของอินเดีย การที่พวกเขายื่นข้อเสนอเพียง 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อฟีฟ่า สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจการต่อรองที่มหาศาลของกลุ่มบริษัทอินเดียแห่งนี้
แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่า ฟีฟ่าได้ยอมปรับลดราคาจากที่เคยตั้งไว้ 100 ล้านดอลลาร์ลงมาอย่างมากแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่พร้อมรับข้อเสนอระดับ 20 ล้านดอลลาร์จากทางรีไลแอนซ์
นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กลุ่มร่วมทุน รีไลแอนซ์-ดิสนีย์ ได้ทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดกีฬาคริกเก็ตแล้ว ประกอบกับฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ทำให้การแข่งขันส่วนใหญ่จะตรงกับช่วงหลังเที่ยงคืนตามเวลาอินเดีย พวกเขาจึงประเมินว่ายอดผู้ชมชาวอินเดียในครั้งนี้จะลดต่ำลง
ขณะที่ประเทศจีน แม้จะมีแฟนบอลสูงถึงราว 200 ล้านคน ซึ่งมากกว่าชาติใดๆ แต่กลับยังไม่สามารถสร้างทีมชาติระดับโลกได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากระบบโครงสร้างแบบบนลงล่างที่สโมสรต่างๆ มักจะคัดเลือกผู้เล่นจากกลุ่มตัวเลือกที่แคบมาก
แหล่งข่าวรายที่สองเสริมว่า กีฬาฟุตบอลในอินเดียไม่ได้มีมูลค่าทางการค้าสูงเท่ากับกีฬาคริกเก็ตที่ได้รับความนิยมสูงสุด ประกอบกับการชะลอตัวของอุตสาหกรรมโฆษณา ยิ่งทำให้ความคาดหวังเรื่องรายได้ลดต่ำลงไปอีก "ฟุตบอลในอินเดียยังคงเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche market)" แหล่งข่าวระบุ
ด้านแหล่งข่าวในวงการรายที่สามเผยว่า โซนี่ ซึ่งเป็นเจ้าของทั้งช่องโทรทัศน์และแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งในอินเดีย ก็ตัดสินใจที่จะไม่ซื้อลิขสิทธิ์จากฟีฟ่าเช่นกัน เนื่องจากมองว่าไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจสำหรับองค์กร
ทางด้าน โรหิต โพธิพอด (Rohit Potphode) หุ้นส่วนบริหารฝ่ายธุรกิจกีฬาของบริษัทโฆษณา เดนท์สุ อินเดีย (Dentsu India) ให้ความเห็นว่า "เวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว แต่ผมคงไม่เรียกสถานการณ์นี้ว่าถึงทางตัน มันเหมือนกับการเดินหมากรุกในช่วงท้ายเกมที่ยังมีตาให้เดินได้อีกไม่กี่ก้าวมากกว่า"